รีวิว : แอมป์หลอดขับหูฟัง Feliks-Audio รุ่น Euforia HEADPHONE AMP

4926READ
0
SHARE

Feliks-Audio
Euforia

OTL Tube Headphone Amp


นักเล่นเครื่องเสียงก็เหมือนจิตรกร พวกเขาใช้ เพลเยอร์ + แอมป์ + ลำโพง (หูฟัง) + สายต่อต่างๆ + แอคเซสซอรี่ เป็นเครื่องมือแทนสีและผ้าใบในการนำเสนองานศิลปะ (เสียงเพลง) ผ่านกระบวนการแม็ทชิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของบุคลิกและคุณภาพเสียงที่เป็นรูปแบบของตัวเอง

ในส่วนของแอมปลิฟาย.. "แอมป์หลอด" มีคุณสมบัติที่เอื้อต่อการ "ปรับจูน" บุคลิกและคุณภาพเสียงมากกว่าโซลิดสเตท เนื่องเพราะแอมป์หลอดถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีเก่าแก่ แต่ละส่วนของการทำงานประกอบขึ้นด้วยคอมโพเน้นต์ที่แยกชิ้นชัดเจนแบบ discrete และใช้วิธีเชื่อมต่อกันด้วยระบบ wiring ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงง่ายต่อการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์แต่ละชิ้นเพื่อปรับจูนเสียง

Feliks-Audio
"Euforia"
จากโปแลนด์!

ชื่อของ Feliks-Audio นับว่าใหม่มากสำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสทดสอบแอมป์หลอดยี่ห้อนี้ เท่าที่ลองสืบค้นเข้าไปในอินเตอร์เน็ตพบว่า แบรนด์นี้ก็ยังค่อนข้างใหม่ในวงการอยู่เหมือนกัน อายุอานามของแบรนด์ Feliks-Audio ไม่น่าจะเกิน 10 ปี ทว่า ทีมงานออกแบบที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้มีประสบการณ์ในการทำแอมป์หลอดมามากกว่าสิบปีในลักษณะของการทำให้แบรนด์อื่น

A : รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3 มิลลิเมตร
B : ปุ่มวอลลุ่ม แบ่งระดับความดังเป็นขั้นๆ เวลาหมุนจะมีสะดุดขั้นให้สังเกต
C : หลอดไดร้เบอร์ 6SN7 ตรานกยูง 'PsVane' สองหลอดแยกอิสระสำหรับแชนเนลซ้ายและขวา
D : หลอดเพาเวอร์เบอร์ 6H13C  
E : กล่องโลหะครอบเพาเวอร์ทรานส์ฟอเมอร์

ต้นกำเนิดของแบรนด์ Feliks-Audio อยู่ในประเทศโปแลนด์ ซึ่งผมเคยได้ยินมาว่า ประเทศ Poland แห่งนี้มีทรัพยากรที่ทรงคุณค่าเกี่ยวกับหลอดสุญญากาศแอบซ่อนอยู่เยอะ นัยเพราะว่าในอดีตขณะที่เกิดสงครามโลก มีโรงงานผลิตหลอดสุญญากาศที่ใช้ในยุทโธปกรณ์และการสื่อสารจำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศโปแลนด์ เพื่อสนับสนุนให้กับกองทัพรัสเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สกรีนโลโก้นกยูงรำแพนบนหลอด 6SN7 ที่ให้มาในกล่อง สังเกตด้านล่างโลโก้มีพิมพ์สกรีนคำว่า Hi-Fi VACUUM TUBE กำกับไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่าหลอดนี้ถูกผลิตและคัดสรรพิเศษมาเพื่อใช้งานด้านออดิโอโดยเฉพาะซึ่งเป็นเป้าหมายของแบรนด์ PsVane โดยตรง ฉนั้น เจอหลอดตัวไหนสกรีนแบบนี้ก็เชื่อใจได้ระดับหนึ่งว่าต้องเสียงดีกว่าหลอดทั่วไปแน่  

หนึ่งตัวใช้หลอดไดร้ 2 หลอด..

เมื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ผมจึงทราบถึงเหตุผลที่ผมไม่คุ้นกับชื่อแบรนด์นี้มาก่อน เนื่องเพราะจุดกำเนิดของแบรนด์นี้เริ่มต้นในวงการหูฟังนั่นเอง และก่อนจะถึงรุ่น Euforia ที่ผมได้รับมาทดสอบนี้ พวกเขามีผลิตภัณฑ์ประเภทแอมป์หลอดออกมาก่อนแล้วถึง 5 รุ่นด้วยกัน นั่นคือ PSE 2A3 Dual Mono, William, Arioso, Espressivo, Elise ก่อนจะมาถึง Euforia ตัวนี้ และทราบมาว่า สินค้าทุกตัวผลิตในโรงงานของเขาเองอยู่ที่เมือง Lubliniec ประเทศโปแลนด์

นอกจากแอมป์หลอดแล้ว พวกเขายังได้ทำที่ตั้งหูฟัง (headphone stand) ขึ้นมาขายอีกรุ่นหนึ่งชื่อว่า Beat ทำจากไม้เนื้อแท้ สวยดี

รูปร่างหน้าตา
+
ตัวเครื่อง

ชื่อรุ่น 'Euforia' น่าจะมีความหมายเดียวกันกับภาษาอังกฤษคำว่า Euphoria ซึ่งแปลว่า "ความรู้สึกสบาย" รูปร่างหน้าตาภายนอกนั้นออกมาทางพิมพ์นิยมของแอมป์หลอดที่เคยพบเห็นมาแล้วอย่างดาษดื่นในวงการเครื่องเสียงบ้าน ทว่า ดูเหมือนนักเล่นฯ ในวงการหูฟังจะชื่นชมรูปร่างหน้าตาของแอมป์ตัวนี้มากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะพวกเขาอาจจะไม่ค่อยคุ้นตากับดีไซน์ของแอมป์หลอดลักษณะนี้ก็ได้ เพราะแอมป์หูฟังที่ใช้หลอดในภาคเอ๊าต์พุตที่เห็นๆ โดยมากมักจะดีไซน์กันหลุดแนวนี้ไปเยอะ

ส่วนนี้คือหลอดของภาคเอ๊าต์พุต เบอร์ 6H13C หรือ 6AS7G เป็นหลอดดับเบิ้ลไตรโอด ใช้ข้างละหลอด.. 

ตัวเครื่องใช้สีดำด้านทั้งตัว ที่บอกว่ารูปทรงพิมพ์นิยมก็คือ ลักษณะตัวฐานเครื่องมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมหน้าแคบเพียงแค่ 8 นิ้วแต่เทลึกลงไปด้านหลัง แล้วจัดพื้นที่ติดตั้งหลอดทั้งหมดไว้บนตัวฐานเครื่องเยื้องมาทางด้านหน้า ส่วนพื้นที่ด้านหลังของตัวฐานเครื่องก็เป็นที่ติดตั้งพาวเวอร์ทรานส์ฟอเมอร์ที่มีกล่องโลหะครอบไว้ ความสูงของตัวฐานเครื่องอยู่ที่ 2.5 นิ้ว (หกเซนต์กว่าๆ) ความลึกอยู่ที่ 11 นิ้ว (28 เซนติเมตร) บนหน้าปัดก็เรียบง่ายสุดๆ คือมีแค่ปุ่มวอลลุ่มขนาดเขื่องแค่ปุ่มเดียว ติดตั้งไว้ตรงกลางของแผงหน้าเป๊ะ.! ดูรวมๆ ในสายตาของคนเล่นเครื่องเสียงบ้าน ผมว่ามันออกไปในแนวของอินติเกรตแอมป์หลอดขนาดเล็กนั่นเอง

ด้านล่างมีขาตั้งติดมาให้ 4 ตัว แยกสี่มุม ทำด้วยวัสดุแข็งลักษณะคล้ายอะลูมิเนียม จะผสมด้วยวัสดุอะไรด้วยรึปล่าวก็ไม่ทราบได้ ใต้ขาทั้งสี่ตัวซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นด้านล่างมีแผ่นยางนุ่มๆ แปะรองเป็นบัฟเฟอร์ไว้อีกชั้นหนึ่ง

อินพุต
+
เอ๊าต์พุต

บนแผงหน้าปัดของตัวเครื่อง นอกจากปุ่มวอลลุ่มแล้ว ที่มุมล่างซ้ายมือก็มีรูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3mm หนึ่งรูกับไฟแอลอีดีดวงเล็กๆ อีกหนึ่งดวงอยู่ข้างๆ รูเสียบหูฟัง ซึ่งจะสว่างขึ้นเป็นสีเหลืองอำพันเมื่อเครื่องถูกเปิดใช้งาน ที่มุมขวาล่างของหน้าปัดมีโลโก้กับชื่อยี่ห้อปั๊มลึกลงไปบนเนื้อโลหะ แต่ถูกทับด้วยสีดำด้านกลืนไปกับหน้าปัดแทบจะมองไม่เห็น

A : ขั้วต่อ RCA สำหรับส่งออกสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์ หรืออินพุตของลำโพงแอ๊คทีฟที่มีเพาเวอร์แอมป์ในตัว
B : ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก อินพุต ที่รับมาจากแหล่งต้นทางต่างๆ เช่นเครื่องเล่นซีดี, external DAC แต่ถ้าจะใช้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง คุณต้องหาภาคขยายหัวเข็มมาคั่นจากเอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นแผ่นเสียงก่อนจะใช้เอ๊าต์พุตของภาคขยายหัวเข็ม (Pre-Phono) เสียบเข้าที่อินพุตช่องนี้
C : สวิทช์เปิดไฟเข้าเครื่อง
D : เต้ารับสำหรับปลั๊กไฟเอซีแบบถอดเปลี่ยนได้ 
E : ขาตั้งที่มีอยู่ 4 ตัว

แผงด้านหลังก็ไม่มีอะไรเยอะ ที่เห็นก็แค่ขั้วต่อ RCA ชุบทองอย่างดีจำนวน 4 ตัวติดตั้งเยื้องมาทางขวาของแผงหลัง แยกใช้สำหรับสัญญาณไลน์อินพุตซ้าย/ขวาหนึ่งคู่ กับใช้สำหรับภาคไลน์ปรี-เอ๊าต์ฯ อะนาลอกอีกหนึ่งคู่ นอกจากนั้นก็เป็นช่องเสียบปลั๊กไฟสามขา IEC ตัวผู้ กับสวิทช์เปิด/ปิดไฟเข้าเครื่องสีแดง เวลากดเปิดตัวสวิทช์จะสุกสว่างขึ้นมาด้วย

ดีไซน์

ก่อนหน้าที่จะทำรุ่น Euforia ออกมา ทาง Feliks-Audio มีแอมป์หลอดที่ทำชื่อเสียงโด่งดังมาก่อนรุ่นนี้ตัวหนึ่ง ชื่อรุ่นว่า Elise ซึ่งจะว่าไปแล้ว รุ่น Euforia ตัวนี้ก็คือการจับเอา Elise มาปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น แม้จะมีพื้นฐานเดียวกัน แต่ก็ได้มีการปรับจูนในจุดต่างๆ ให้ดีขึ้น อาทิเช่น เปลี่ยนมาใช้โลหะเงินแท้ 100% เป็นตัวเชื่อมสัญญาณและหุ้มด้วยฉนวนเทฟล่อน ทำให้การส่งผ่านสัญญาณเสียงดีขึ้นกว่าเดิมไปอีกขั้น, มีการใช้โมดูลวงจร noise cancelling ตัวใหม่ในส่วนของภาคเพาเวอร์ซัพพลายเพื่อลดปริมาณของสัญญาณรบกวนลงไปให้มากที่สุด จึงได้พื้นเสียงที่เงียบสงัดมากขึ้นกว่ารุ่น Elise ขึ้นไปอีก, เปลี่ยนหลอด 6SN7 ที่ใช้ในภาคไดร้เป็นเวอร์ชั่น PsVane ซึ่งเป็นเกรดพรีเมี่ยมขึ้นไปอีก* และเลือกใช้คอมโพเน้นต์ที่มีคุณภาพสูงในแต่ละจุดสำคัญ อาทิ ขั้วต่อสำหรับหลอด (socket tube) ที่อยู่บนตัวฐานเครื่องใช้แบบชุบทองอย่างดีและชิ้นส่วนที่เป็นฉนวนก็ทำมาจากเทฟล่อน, ตัวแคปาซิเตอร์ที่ใช้เป็นของยี่ห้อ Mundorf กับ Nichicon, ตัวรีซีสเตอร์ที่ใช้เป็นยี่ห้อ Dale และ Caddock แม้แต่ขั้วต่อสัญญาณตรงอินพุตและที่เอ๊าต์พุตก็ใช้ RCA อย่างดีชุบทอง

ลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณและไฟเลี้ยงที่ tube socket ด้านในตัวเครื่อง
(*เครดิตภาพจากเว็บไซต์ Head-fi)

ระบบการเชื่อมโยงสัญญาณผ่านในตัวเครื่องระหว่างจุดต่อจุดเป็นแบบ hard wiring คือต่อเชื่อมด้วยสายตัวนำคุณภาพสูงตามแบบแผนของดีไซน์แอมป์หลอดยุคเก่าที่ให้การไหลของสัญญาณดีกว่าแบบฝังลงแผ่นวงจร เพราะทางเดินสัญญาณจะสั้นกว่าและตรงกว่า ไม่ต้องวิ่งวนไปตามลายทองแดงบนแผงวงจร ซึ่งคุณภาพเสียงจะถูกทำให้ด้อยลงเนื่องจากคุณภาพของแผงวงจรกับคุณภาพของทองแดงที่ทำเป็นลายวงจร ส่วนภาคขยายใช้หลอดพาวเวอร์ 6H13C หรือ 6AS7G เป็นหลอดดับเบิ้ลไทรโอด โดยดีไซน์ภาคเอ๊าต์พุตแบบไม่ใช้ทรานส์ฟอเมอร์คัปบิ้ง ที่เรียกว่าเทคนิค OTL (Output TransformerLess)**  

ทรานส์ฟอเมอร์ที่ใช้ในภาคเพาเวอร์ซัพพลายเป็นแบบเทอรอยด์ที่สั่งทำพิเศษ มาพร้อมวงจรอิเล็กทรอนิคที่ใช้ควบคุมการกระเพื่อมของกระแสไฟด้วย ทำให้ได้ไฟเลี้ยงที่ราบเรียบ มีวงจร automatic bias ที่ทำให้ตัดความยุ่งยากของการตั้งไบอัสหลอดด้วยมือออกไปโดยเด็ดขาด แม้ตอนเปลี่ยนหลอดใหม่ก็ไม่ต้องตั้งไบอัสเองอีกเลย แค่เบิร์นฯ หลอดไปสัก 30-50 ชั่วโมงคุณภาพเสียงก็จะเริ่มเข้าสู่มาตรฐานแล้ว

* ดูเรื่อง "PsVane คืออะไร.?" ที่ส่วนเสริมพิเศษ 1 ท้ายบทความ
** ดูเรื่อง "ความหมายของ OTL" ที่ส่วนเสริมพิเศษ 3 ท้ายบทความ

แม็ทชิ่ง

ต้องยอมรับว่า ข้อมูลเฉพาะตัวของ Euforia มีอยู่น้อยมาก แม้ในเว็บไซต์ของเขาเองก็ยังมีให้อย่างจำกัดจำเกี่ย พวกเขาเกริ่นให้รู้แค่ว่า รุ่นนี้อัพเกรดมาจากรุ่น Elise โดยอาศัยพื้นฐานส่วนใหญ่เหมือนกัน ผมจึงต้องไปค้นข้อมูลของรุ่น Elise มาใช้อ้างอิง ถ้ามีจุดไหนที่ผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วย ถ้ามีข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ผมจะเอามาอัพเดตเพิ่มเติมให้ทีหลัง

ในภาพนี้ผมใช้สายไฟเอซีของ Shunyata Research รุ่น Venom 14 เปรียบเทียบกับสายแถม พบว่าเมื่อใช้สายไฟเอซีคุณภาพดีจะช่วยอัพเกรดเสียงโดยรวมขึ้นไปพอสมควรทีเดียว เห็นภาพแตกต่างได้ชัด ทั้งในแง่ของพลังเสียงที่อัดฉีดดีขึ้น ความนิ่งของเสียง และความสะอาดด้วย แนะนำเป็นพิเศษให้ใช้สายไฟเอซีที่มีคุณภาพแทนสายแถมนะครับจะเห็นผลชัดเจนมากสำหรับแอมป์ตัวนี้

ในเว็บไซต์ของ Feliks-Audio มีแต่ข้อมูลส่วนที่เป็น features ของ Euforia แต่ไม่มีข้อมูลส่วนที่เป็น specification แจ้งไว้ ผมไปค้นจากโบร์ชัวของรุ่น Elise มาเทียบให้ก่อนก็แล้วกัน ถ้ามีจุดไหนที่แตกต่างกันผมจะมาอัพเดตให้อีกที

ในรุ่น Elise ระบุว่าให้เอ๊าต์พุตสูงสุดอยู่ที่ 200mW อิมพีแดนซ์อยู่ที่ 100kOhm ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 10Hz-60kHz (+/-3dB วัดที่อิมพีแดนซ์ 300 โอห์ม) ความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมค่อนข้างต่ำสำหรับแอมป์หลอด คืออยู่ที่ 0.4% (วัดที่อิมพีแดนซ์ 300 โอห์ม เมื่อปลดปล่อยกำลังขับออกมา 20mW) รองรับอิมพีแดนซ์ของหูฟังได้กว้างมากคือตั้งแต่ 32-600 โอห์ม

ถ้าสเปคฯ ของ Euforia เหมือนกับ Elise ทุกอย่างก็ถือว่าเป็นแอมป์หูฟังที่มีสมรรถนะสูงตัวหนึ่ง โดยเฉพาะทางด้าน frequency response ที่ปลดปล่อยความถี่เสียงออกมาได้กว้างมากเป็นพิเศษ เหมาะกับยุคไฮเรซฯ จริงๆ อีกคุณสมบัติที่น่าสนใจคือความเป็นยูนิเวอร์แซลของมัน คือรองรับหูฟังได้หลากหลายเพราะครอบคลุมอิมพีแดนซ์ได้กว้างมาก ต้องทดสอบดูว่าไปกันได้ดีที่สุดกับอิมพีแดนซ์เท่าไหร่

เสียง

ก่อนอื่นขอชมประสิทธิภาพในการใช้งานแอมป์ตัวนี้ก่อน ประเด็นที่ผมอยากจะคอมเม้นต์ก็คือ "ความเสถียร" ในการเปิด/ปิดใช้งาน ซึ่งตลอดการทดลองใช้งานของผมนานเกินสองอาทิตย์ติดต่อกัน มันไม่เคยมีอาการประหลาดใดๆ ออกมาเลย ไม่มีแม้แต่เสียงดังปุ๊ออกหูฟัง ไม่มีอาการสั่นของพาวเวอร์ทรานส์ฟอร์เมอร์ให้เห็นเลย ไม่มีเสียงลั่นของหลอด ทุกอย่างเงียบสนิท นิ่งสนิท นับว่าเป็นแอมป์หลอดที่ทำงานได้นิ่งมาก ใครที่ไม่เคยใข้แอมป์หลอดมาก่อนและไปได้ยินมาว่าแอมป์หลอดจุกจิก ผมขอให้มาลองสัมผัส Feliks-Audio ตัวนี้ แล้วจะรู้ว่าแอมป์หลอดนิ่งๆ ความเสถียรสูงก็มี มันไม่ได้จุกจิกอย่างที่ได้ยินมาทุกตัว

กำลังทดลองฟังประสิทธิภาพ บุคลิก และคุณภาพเสียงของ Euforia ด้วยการเล่นไฟล์เพลงไฮเรซฯ 24/192 บนคอมพิวเตอร์ผ่านเข้าสู่ external DAC ของ Resonessence Labs รุ่น INVICTA Mira Pro แล้วส่งเอ๊าต์พุต อะนาลอกเข้าช่องอินพุตของ Euforia ขับหูฟัง AKG รุ่น K702 (62 โอห์ม) สลับกับ Sennheiser รุ่น HD650 (300 โอห์ม)

อีกประเด็นที่แอมป์หลอดตัวนี้ทำได้ดีมากๆ คือ "ความสงัด" ของแบ็คกราวนด์ ซึ่งปกติแล้วสัญญาณรบกวนที่มากับระบบเพลย์แบ็ค โดยเฉพาะที่เกิดกับอุปกรณ์ประเภทแอมปลิฟาย มันจะมีทั้งสัญญาณรบกวนที่ระดับความถี่สูงและความถี่ต่ำ สัญญาณรบกวนที่ระดับความถี่สูงก็มาจากคลื่น RF หรือคลื่น spike ของไฟฟ้าที่แทรกเข้ามาในเส้นทางวงจรแล้วมอดูเลตกับสัญญาณเสียง ซึ่งจะไปปรากฏอาการกับเสียงกลาง-แหลมซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสัญญาณรบกวนที่ระดับความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ประเภทแอมปลิฟายส่วนมากจะมีต้นเหตุมาจากภาคเพาเวอร์ซัพพลายของแอมป์เองซึ่งจัดการความถี่ของกระแสไฟฟ้าไม่เด็ดขาด สร้างคลื่นความถี่ต่ำที่ระดับ 50/60Hz ซึ่งเป็นคลื่นพาหะของกระแสไฟหลุดลอดเข้ามารบกวนกับสัญญาณเสียงที่อยู่ในย่านเสียงเดียวกันกับสัญญาณรบกวนนั้นรวมถึงความถี่เสียงในย่านใกล้เคียงกันด้วย

กำลังทดสอบภาค Line-Out (ปรีเอ๊าต์) ของแอมป์หลอดตัวนี้ โดยอาศัยสัญญาณอินพุตจากเครื่องเล่นไฟล์เพลง Astell&Kern รุ่น KANN สลับกับเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ของ EC Living by Electrocompaniet รุ่น RENA S-1 

A : เครื่องเล่นไฟล์เพลง Astell&Kern รุ่น KANN
B : Feliks-Audio : Euforia
C : เพาเวอร์แอมป์ Audiolab รุ่น M-PWR
D : สตรีมเมอร์ยี่ห้อ EC Living by Electrocompaniet รุ่น RENA S-1

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีสัญญาณรบกวนในระบบเพลย์แบ็ค.? ซึ่งโดยปกติแล้ว วิธีตรวจเช็คปริมาณของ noise หรือสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าต้องทำหลังเปิดเครื่องขณะก่อนเปิดเพลง เรียกว่าตรวจสอบปริมาณ noise floor ของระบบ ซึ่งก็ทำได้ง่ายๆ คือเปิดอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งระบบขึ้นมา ปล่อยทิ้งไว้ให้ระบบเซ็ตตัวสัก 5-10 นาที จากนั้นก็ใช้ลำโพง หรือหูฟัง เชื่อมต่อที่เอ๊าต์พุตของแอมป์ จากนั้นก็ให้ลองเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาทีละนิดแล้วสังเกตฟังว่ามีเสียงรบกวนดังออกลำโพงหรือหูฟังหรือเปล่า 

กรณีของแอมปลิฟาย บางตัวนั้นจะมีเสียงฮีสที่เกิดจากเกนขยายของภาคเอ๊าต์พุตออกมาขณะที่เร่งวอลลุ่มขึ้นไป ซึ่งถามว่าผิดปกติมั้ย.? โดยมากแล้ว เสียงฮีสของเกนขยายควรจะต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่แอมปลิฟายจะมีเสียงฮีสของเกนขยายดังออกมา แต่ถ้ามากเกินไป มันก็จะไปรบกวนและกลบทับรายละเอียดของเสียงเพลงได้ ซึ่งแอมป์ที่ใช้หลอดสุญญากาศในภาคเอ๊าต์พุตมักจะมีเสียงเกนขยายออกมามากกว่าแอมป์โซลิดสเตท ซึ่งแอมป์โซลิดสเตทยุคใหม่ๆ ในปัจจุบันแทบจะสามารถออกแบบให้เสียงเกนขยายเบามากจนแทบจะเป็นศูนย์กันแล้ว บางตัวที่ออกแบบดีมากๆ นั้น แม้จะเร่งวอลลุ่มไปจนสุดก็ไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย (บางตัวก็ใช้วิธีออกแบบหลอกเราก็มี คือตอนไม่มีสัญญาณปล่อยออกทางเอ๊าต์พุต วงจรมันจะ mute ตัวเองจนเงียบสนิท) แต่ถ้าเป็นแอมป์ที่ใช้หลอดในภาคขยายมักจะมีเสียงฮีสของเกนขยายดังออกมา ซึ่งกรณีนี้ แอมป์หลอดตัวไหนสามารถลดเสียงฮีสของเกนขยายลงไปได้มากกว่าคนอื่นก็นับว่าเป็นมรรคผลเชิงบวกของแอมป์หลอดตัวนั้น

ที่ผมยกเอาเรื่องนี้มาพูดถึงตรงนี้ก็เพื่อจะโยงไปที่ noise floor ของแอมป์หลอด Feliks-Audio ตัวนี้นี่เอง ซึ่งขอบอกว่ามันทำได้เงียบมาก.!! มากจนน่าประหลาดใจ ผมทดสอบโดยใช้หูฟังสองตัวที่มีอิมพีแดนซ์ต่างกันมากๆ คือ AKG รุ่น K702 (62 โอห์ม) กับ Sennheiser รุ่น HD650 (300 โอห์ม) ในการทดลองฟัง พบว่า เมื่อลองขยับหมุนปุ่มวอลลุ่มของ Euforia ขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดสเกล ผมพบว่า ไม่ว่าจะฟังผ่าน K702 หรือ HD650 เสียงที่ออกมาเงียบกริบ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวอลลุ่มที่ระดับ 0 แล้วหมุนขึ้นไปทางขวาจนสุดสเกล มิมีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากแอมป์ตัวนี้เลยแม้แต่น้อย.!

มันเป็นแอมป์หลอดที่ให้แบ็คกราวนด์ที่ดำมืดสนิทจริงๆ และเมื่อได้ฟังไฟล์ DSD ที่เล่นผ่าน external DAC ชั้นยอดอย่าง Resonessence Labs รุ่น INVICTA Mirus Pro (ต่อสายสัญญาณอะนาลอกจาก INVICTA Mirus Pro ไปที่อินพุตของ Euforia ด้วยสายสัญญาณ Nordost รุ่น Quattro Fil) ผมพบว่า มันให้รายละเอียดของเสียงออกมาได้น่าประทับใจมาก ทุกอณูของเสียงที่ยิบย่อยถูกระบายออกมาให้ได้ยินครบหมด โดยเฉพาะเสียงกลาง-แหลมด้วยบุคลิกของเสียงที่พลิ้วและละเมียดละมัยอย่างยิ่ง เมื่อฟังด้วยหูฟัง K702 ของ AKG เสียงร้องของ Monica mancini ในเพลง 'Moment To Moment' จากอัลบั้มชุด Ultimate Mancini by Henry Mancini (DSF64) ลอยเด่นขึ้นมาในมโนภาพและโลดแล่นไปตามลีลาของเพลงได้อย่างอ่อนพลิ้วและลื่นไหล เสียงร้องของเธอมีวรรณะที่เปล่งปลั่ง รู้สึกได้ถึงประกายออร่าที่ห่อคลุมเรืองๆ อยู่รอบเสียงร้องนั้น ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ลักษณะความเมลืองมลังของเสียงร้องที่ได้ยินนั้นเป็นเพราะแก้วเสียงของโมนิก้าเองหรือเป็นเพราะสีสันของฮาร์มอนิกที่หลอดเสริมเข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นมันก็ทำให้เกิดความรู้สึกดึงดูดอารมณ์ให้คล้อยตามเสียงร้องไปตลอดเวลา จากวลีหนึ่งไปสู่อีกวลี จากประโยคหนึ่งไปถึงอีกประโยค ฟังเพลินตามไปเรื่อยเหมือนต้องมนต์สะกด

ความสงัดเงียบของพื้นเวทีเสียงที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของแอมป์หลอดตัวนี้ ทำให้มันสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงที่ระดับ Low Level ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง มีอยู่หลายครั้งที่ผมรู้สึกสะดุดจนต้องถอดหูฟังออกมาเพราะไม่แน่ใจว่าเสียงเบาๆ ที่ได้ยินนั้นมันมาจากเสียงข้างนอกลอดเข้าไป หรือเป็นเสียงที่ออกมาจากหูฟัง และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมกล้ายืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำว่า อัลบั้มชุด Just Friends ของวง LA4 (DSF64/Groove Note) บันทึกเสียงแบบไดเร็กต์ลงมาสเตอร์ คือไม่มีการหยุดบันทึกระหว่างแทรค หรืออย่างน้อยก็มีอยู่ 2-3 แทรคที่บันทึกต่อเนื่องกัน นั่นคือระหว่างเพลง 'Nouveau Bach' (แทรคที่ 1) กับเพลง 'Carinhoso' (แทรคที่ 2) พอจบเพลง Nouveau Bach ลงในนาที 6:55 ผมได้ยินเสียงก๊อกแก๊กๆ ดังต่อไปอีกจนเพลงที่สองคือ Carinhoso เริ่มต้นเล่น และเมื่อเพลง Carinhoso จบลงในเวลา 4:12 ก็ได้ยินเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ เหมือนนักดนตรีขยับตัวและเคลื่อนย้ายอะไรบางอย่างดังออกมาชัดเจนต่อเนื่องไปจนถึงเริ่มต้นแทรคที่สามเพลง 'Just Friends'

 

คือปกติแล้ว ถ้าเป็นอัลบั้มทั่วไป ในช่วงรอยต่อของแทรคจะไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย แต่มาครั้งนี้ผมได้ยินชัดเลยกับอัลบั้มนี้ และจากการฟังด้วยหูฟัง AKG K702 ผ่านแอมป์หลอด Euforia ตัวนี้ผมได้ยินรายละเอียดในระดับความดังต่ำๆ (Low Level) ออกมามากกว่าตอนฟังผ่านหูฟังตัว HD650 ของ Sennheiser และจากข้อสังเกตนี้ ทำให้ผมทดลองฟังเพิ่มเติมกับเพลงที่มีแอมเบี๊ยนต์ชัดๆ อีกสอง-สามเพลง แทรคแรกที่ฟังแล้วอึ้งมากคือ 'Eleanor Rigby' แทรคที่ 6 จากอัลบั้มชุด Nothing Gonna Change My World (WAV 16/44.1) ของ Barbara Dickson ซึ่งในแทรคนี้เสียงร้องของบาร์บาร่าจะลอยออกมาอยู่ในเลเยอร์บนสุดของซาวนด์สเตจ ในขณะที่มีเสียงคีย์บอร์ดเบาๆ ลอยลึกเข้าไปด้านหลังของซาวนด์สเตจ ซึ่งแอมป์บางตัวที่พื้นเสียงไม่สงัดเงียบจริงๆ เสียงของคีย์บอร์ดจะไม่ทอดยาวลงไปด้านหลังของเสียงร้องมากนัก เผลอๆ กับแอมป์บางตัวผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคีย์บอร์ดที่ครางเบาๆ นั้นเลยเพราะ noise floor ของแอมป์มันกลบหมด แต่กับ Euforia ตัวนี้ผมได้ยินตั้งแต่เสียงคีย์บอร์ดเริ่มเกิดขึ้นและค่อยๆ เคลื่อนตัวทอดหายลึกลงไปด้านหลังเสียงร้องได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการโดยไม่มีช่วงใดหายไปจากประสาทหูของผมเลย.!

อีกแทรคที่ผมใช้ทดสอบตรงจุดนี้ ชื่อเพลงว่า 'Don't Get Around Much Anymore' เสียงร้องของ Alice Babs จากอัลบั้มชุด Serenading Duke Ellington (Prophone Records/WAV 16/44.1) ซึ่งในแทรคนี้จะมีเสียงสะท้อนจากผนังด้านหลังของห้องบันทึกเสียงดังขึ้นมาตามหลังเสียงร้องของ Alice Babs ด้วย ซึ่งแอมปลิฟายที่สามารถถ่ายทอดเสียงก้องสะท้อนของเสียงร้องในแทรคนี้ออกมาได้ชัดแค่ไหน ก็พอจะสรุปได้ว่า ภาคขยายของแอมป์ตัวนั้นมีระดับ noise floor ที่ทำออกมาได้ต่ำมากๆ ซึ่ง Euforia ตัวนี้ทำตรงจุดนี้ออกมาได้น่าทึ่งมากสำหรับแอมป์หลอดแท้ๆ ต้องยกนิ้วให้เลยจริงๆ

เสียงทุ้มที่แอมป์ตัวนี้ให้ออกมาก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่ามันคือแอมป์หลอดแท้ๆ แต่เสียงเบสที่ได้ยินมันไม่ได้หนานุ่มบวมน้ำจนอุ้ยอ้ายเหมือนเสียงเบสของแอมป์หลอดยุคก่อน แต่มันเป็นทุ้มที่มีมวลหนาแน่น เคลื่อนไหวได้ฉับไว ดีดตัวได้แบบมีสปริง ไม่ติดเหนอะ เป็นแอมป์หลอดที่ฟังร็อคได้เด็ดสะระตี่มาก ไม่เชื่อผมแนะนำให้ลองฟังเพลง 'Money For Nothing' จากอัลบั้มชุด Brothers In Arms ของวง Dire Straits ดูเหอะ.. ตอนแรกผมก็ลุ้นว่ามันจะออกมาแป่วรึเปล่า แต่เอาจริงแล้วไปได้สวยเลยแฮะ ไม่ว่าจะฟังผ่านหูฟังหรือส่งไลน์เอ๊าต์ไปเข้าเพาเวอร์แอมป์ข้างนอกก็ยังได้อรรถรสของเพลงแนวร็อคแบบไม่เสียอารมณ์ ผิดคาดมาก มาก ทรานเชี้ยนต์ของกลางและทุ้มออกมาเร็วและมีพลัง ไม่มีเอื่อยและไม่มีอืดเลย แจ่มมาก.!! เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะมันเป็น OTL นั่นเอง เรสปร้อนซ์สัญญาณจึงเร็วทันใจ ไม่มีอืด.. ลองเปลี่ยนมาฟังอัลบั้ม MTV Unplugged ของ Eric Clapton ก็ฟังได้มันถึงอารมณ์ สนามเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาแผ่กว้าง ช่องไฟในวงสะอาดดี แยกแยะรายละเอียดภายในวงได้ชัดเจน และรู้สึกได้ถึงมวลบรรยากาศของการแสดงสดออกมาเต็มๆ ยกนิ้วให้เลย..!!! 

สรุป

นับวันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับแอมป์หลอดตัวนี้ ผมยิ่งรู้สึกรักมันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแรกคือชอบที่มันไม่กวนใจเลย ทำงานนิ่งมาก ข้อสองที่ชอบมากคือไม่ว่าจะขับหูฟังตัวไหนก็ฟังเพราะไปหมด ขับออกดีตั้งแต่ 32 โอห์มยัน 300 โอห์ม และในฐานะที่ผมเป็นคนเล่นเครื่องเสียงที่มาจากสายโฮม ออดิโอ ผมยอมรับว่ายิ่งรู้สึกแฮ๊ปปี้กับแอมปืตัวนี้มากขึ้นไปอีก เมื่อได้ลองใช้งานภาค Pre-out ของมัน เพราะว่ามันให้คุณภาพเสียงไม่แพ้ปรีแอมป์เครื่องเสียงบ้านราคาตัวละ 5-6 หมื่นบาทเลย

อือมม.. แค่นี้พอมั้ย จะให้สรุปอะไรอีกล่ะ.? /

--- ส่วนเสริม 1 ---

* PsVane คืออะไร.?

เป็นชื่อยี่ห้อที่กลุ่มนักนิยมเครื่องเสียงกลุ่มหนึ่งตั้งขึ้นมา สมาชิกในกลุ่มมีทั้งที่อยู่ในประเทศจีนและนอกประเทศจีน ส่วนหนึ่งของสมาชิกคือบุคคลสำคัญที่ทำงานในส่วนของ R&D ให้กับบริษัท Shuguang Electron Group และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลอด 'black bottle' Shuguang Tresure series ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

เนื่องจากเงื่อนไขในการแบ่งผลกำไรของบริษัท Shuguang Electron Group ระหว่างตัวบริษัทซึ่งควบคุมโดยรัฐบาล กับกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังงาน R&D เริ่มเข้าสู่จุดที่ไม่สมดุลกันเมื่อหลอด Shuguang Tresure series ที่บริษัทผลิตออกจำหน่ายเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นปี 2011 ทางบริษัท Shuguang Electron Group ได้ตัดสิทธิ์การจำหน่ายออกจากกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง R&D ทำให้เกิดความคิดในการตั้งแบรนด์ใหม่ขึ้นมาก็คือ PsVane เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นคีย์แมนอยู่เบื้องหลังการออกแบบและพัฒนา และได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า 'Heng Yang Electronics' ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายหลอดยี่ห้อ PsVane นี่เอง และต่อมาบริษัทนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นบริษัทผู้ผลิตหลอดยี่ห้อ PsVane ในภายหลัง (บริษัทนี้เป็นที่รู้จักของตลาดในฮ่องกงในชื่อว่า 'PsVane Audio')

ในช่วงแรกนั้น หลอดแบรนด์ PsVane ก็ผลิตในโรงงานของ Shuguang Electron Group ในลักษณะของการจ้างผลิต แต่ต่อมาทีมบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบและพัฒนาของ Shuguang Electron Group ก็ตัดสินใจลาออกจาก Shuguang Electron Group มาอยู่กับแบรนด์ PsVane ในฐานะของผู้ลงทุนและพนักงานที่มีส่วนแบ่งรายได้จากผลกำไร

ด้วยความช่วยเหลือของทีม R&D ที่มาจาก Shuguang Electron Group ทำให้สามารถก่อตั้งโรงงานผลิตขนาดเล็กขึ้นมาสำเร็จ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับ Shuguang นั่นเอง ได้เริ่มต้นผลิตหลอดขนาดใหญ่อย่างเช่นเบอร์ 845 และเบอร์ 211 ขึ้นมาก่อน พอถึงเดือนตุลาคม ปี 2011 PsVane Audio ได้ขยับก้าวใหญ่อีกครั้งด้วยการเข้าซื้อเครื่องจักรและทีมโปรดักชั่นทั้งหมดของโรงงาน Guiguang Tube Factory ซึ่งอยู่ทางใต้ของจีนเข้ามาเสริมกำลังการผลิต และดีลนี้ยังได้ตัวอดีตหัวหน้าทีมออกแบบที่เคยอยู่ที่ Shuguang มาด้วย ซึ่งหัวหน้าทีมออกแบบคนนี้ได้ออกจาก Shuguang Electron Group เพื่อไปช่วยฟื้นฟูโรงงาน Guiguang ตั้งแต่ปี 2010 ก่อนที่ PsVane Audio จะเกิดขึ้น

เมื่อได้ทั้งเครื่องจักรและทีมออกแบบที่ซื้อจาก Guiguang Tube Factory มาเสริมทัพ ทำให้ PsVane Audio สามารถขยายไลน์การผลิตหลอดซีรี่ย์อื่นๆ เพิ่มขึ้นมาได้อีก 3 ซีรี่ย์ จากเดิมที่มี T-series อยู่ก่อนแล้ว นั่นคือ (1) HiFi Series ซึ่งเป็นหลอดที่ทำออกมาทับไลน์กับหลอด Tresure series ของ Shuguang Electron Group แต่ปรับปรุงให้มีคุณภาพดีกว่า (2) TII Series ซึ่งเป็นซีรี่ย์ไฮเอ็นด์ที่มีคุณภาพสูงกว่า HiFi Series ขึ้นมาอีกระดับ (3) Western Electric Replica Series (WE series) ทำเลียนแบบหลอด Western Electric แบบเหมือนทุกกระเบียดนิ้ว.! ในขณะที่ T-Series ซึ่งทำออกมามาตรฐานเดียวกับ Tresure series ของ Shuguang Electron Group ที่ได้ถูกยกเลิกการผลิตไป

--- ส่วนเสริม 2 ---

* ความหมายของ "OTK"

มาจากคำว่า "Otdyel Tekhnicheskovo Kontrolya" เป็นภาษาเชค ซึ่งคำย่อนี้มีความหมายเหมือนตรารับประกันมาตรฐานทางเทคนิค ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษก็คือ Department of Technical Control นั่นเอง                 

--- ส่วนเสริม 3 ---

* ความหมายของ "OTL" (Output TransformerLess)

โดยปกติแล้ว วงจรขยายของเพาเวอร์แอมป์หลอดจะให้เอ๊าต์พุตที่มีโวลสูงมาก ในขณะที่อินพุตของลำโพงกรวยไดนามิกต้องการสัญญาณโวลต่ำ ในการแม็ทชิ่งให้แอมป์หลอดสามารถใช้ขับลำโพงที่ต้องการโวลต่ำได้จึงต้องอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่เรียกว่า transformer เข้ามาคั่นกลางเพื่อแปลงสัญญาณเอ๊าต์พุตของแอมป์หลอดที่มีโวลสูงให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่อินพุตของลำโพงต้องการ 

นั่นคือวิธีแก้ปัญหา แต่เนื่องจากทรานส์ฟอเมอร์ประกอบด้วยขดลวดทองแดงที่พันรอบแผ่นโลหะจำนวนมาก โดยที่สัญญาณจากเอ๊าต์พุตของแอมป์หลอดวิ่งเข้าทางขั้ว primary และออกไปที่ลำโพงทางขั้ว secondary ทำให้สัญญาณเสียงที่ขยายผ่านแอมป์หลอดถูกทำให้แปดเปื้อนโดยทรานส์ฟอเมอร์นี่เอง

แม้ว่าทรานส์ฟอเมอร์จะทำให้การทำงานของแอมป์หลอดมีความเสถียรมากขึ้น มีความแม็ทชิ่งกับอินพุตของลำโพงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เกิดผลเสียต่อเสียงด้วย คือทำให้ความเพี้ยนเพิ่มขึ้น, ทำให้แบนด์วิธ (ย่านความถี่ตอบสนอง) ของเสียงแคบลง และตัวทรานส์ฟอเมอร์เองก็มีคุณสมบัติในการดูดซับกำลังของแอมป์ด้วยทำให้เสียงที่ออกมามีลักษณะหน่วงและอืดโดยเฉพาะในความถี่ต่ำ 

สรุปแล้ว OTL คือรูปแบบของแอมป์หลอดที่ไม่ใช้ transformer ในส่วนของเอ๊าต์พุต ทำให้ได้เสียงที่มีคุณภาพสูงกว่าแอมป์หลอดที่ใช้ทรานส์ฟอเมอร์ทั่วไป

---------------  

:: ราคา ::
70,900 บาท / ตัว

:: นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย ::
ร้าน BKK Audio
โทร. 02-129-3391-2
086-688-8575

---------------