รีวิว : หูฟัง Sennheiser รุ่น HD 4.30 I/G HEADPHONE

1953READ
0
SHARE

เคยมีคนถามผมว่าประทับใจหูฟังแต่ละยี่ห้อที่ตรงไหน? คำตอบหนึ่งสำหรับหูฟังยี่ห้อเซนไฮเซอร์จากประเทศเยอรมันผมคิดว่าเป็นเรื่องของการรักษามาตรฐานคุณภาพเสียงเอาไว้ได้ในสินค้าทุกระดับราคา ไม่ใช่ว่าเซนไฮเซอร์จะทำได้อย่างนี้ได้อยู่ยี่ห้อเดียว แต่พวกเขาทำให้เห็นว่าทำได้อย่างสม่ำเสมอ

หูฟัง Series ใหม่ล่าสุด HD 4 Series ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน IFA 2016 ที่ประเทศเยอรมันเมื่อกลางปีก่อน (ปี 2016) ก็มีแนวโน้มว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของทางเซนไฮเซอร์ โดยเฉพาะเมื่อได้ทราบว่านี่คือหูฟังใน Series ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลางที่มักจะมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่ามาแต่ไหนแต่ไร

เซนไฮเซอร์สำหรับแอนดรอยด์และไอโอเอส
ผมรู้จักหูฟังรุ่น HD 4.30 หนึ่งใน HD 4 Series ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นครั้งแรกในหน้าโฆษณาของ GM2000 ความรู้สึกแรกคือหน้าตาของมันดูน่าสนใจดี ดูเป็นหูฟังที่มี look จริงจังมากกว่าจะมาขายในเรื่องของดีไซน์แบบแฟชั่น ต่อมาก็ได้ทราบว่าราคาของมันไม่ได้สูงจนน่าตกใจ เพราะขายกันอยู่ที่สี่พันกว่าบาท ซึ่งยังจัดอยู่ในกลุ่มของหูฟังไฮไฟในระดับเริ่มต้นหรือ entry level ได้อยู่


กล่องใส่รุ่น HD 4.30 G สำหรับแอนดรอยด์และอุปกรณ์มาตรฐานที่มาด้วยกันกับหูฟัง

HD 4.30 เป็นหูฟังที่ทางเซนไฮเซอร์ตั้งใจทำให้เป็นตัวเลือกสำหรับการอัพเกรดหูฟังเพื่อใช้งานกับอุปกรณ์พกพาจำพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตหรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา ดังนั้นดีไซน์ของตัวหูฟังจึงต้องเอื้อกับการใช้งานทั้งในรูปแบบ indoor และ outdoor เช่น ดีไซน์ตัวหูฟังที่เป็นระบบปิดหลัง (close-back) หรือขนาดที่กะทัดรัดและน้ำหนักเบาแม้ว่าจะเป็นหูฟังแบบฟูลไซส์-โอเวอร์เอียร์ (หูฟังแบบครอบหู) ก็ตาม อีกทั้งยังออกแบบให้เป็นหูฟังที่ ‘ขับง่าย’ ด้วย เนื่องจากอุปกรณ์พกพาส่วนมากมักจะมีภาคขยายเสียงหูฟังที่มีกำลังค่อนข้างจำกัด

นอกจากนั้นหูฟังรุ่นนี้ยังมีการแบ่งรุ่นย่อยออกเป็น 2 รุ่น ซึ่งแตกต่างกันที่รุ่นหนึ่งไมโครโฟนสำหรับคุยสายและปุ่มควบคุมที่ตัวสายหูฟังจะทำมาใช้กับอุปกรณ์ iOS ใช้ชื่อรุ่นว่า HD 4.30 I (เอชดี สี่จุดสามศูนย์ไอ) ส่วนอีกรุ่นจะใช้งานกับอุปกรณ์ Android ใช้ชื่อรุ่นว่า HD 4.30 G (เอชดี สี่จุดสามศูนย์จี)


เป็นหูฟังรุ่นประหยัดที่การออกแบบและวัสดุดูดีเกินตัวเลยทีเดียว

เท่าที่ได้สอบถามจากเจ้าหน้าที่ของเซนไฮเซอร์โดยตรงรหัสตัวไอ ‘I’ นั้นเดาไม่ยากว่าสื่อถึง iOS โดยตรง ส่วนรหัสตัวจี ‘G’ นั้นทางเซนไฮเซอร์ตั้งใจจะสื่อถึงสินค้าในตระกูล Galaxy ของยี่ห้อ Samsung ตรงนี้อาจจะขัดกับความรู้สึกโดยสามัญสำนึกเล็กน้อย เพราะแทนที่จะเป็นตัวเอ ‘A’ ซึ่งหมายถึง Android แต่นั่นก็เพราะว่าทางเซนไฮเซอร์เองการันตีว่าใช้ได้กับอุปกรณ์ Android เฉพาะบางยี่ห้อที่พวกเขาได้ทดลองแล้ว เช่นยี่ห้อ Samsung ตระกูล Galaxy, LG, HTC และ Sony แต่ไม่รับรองว่าจะใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบกับอุปกรณ์ Android ทุกรุ่น นั่นคือที่มาของรหัสรุ่นตัว G แทนที่จะเป็นตัว A ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผมได้รับมาจากทางเซนไฮเซอร์โดยตรง

HD 4.30 I/G มีให้เลือก 2 สีคือ สีดำ (อย่างในรีวิวนี้) และสีขาวซึ่งดูโมเดิร์นสะอาดตาขึ้นอีกนิดแต่อาจจะต้องคอยระวังเรื่องคราบไคลที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่า

สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคของหูฟังรุ่นนี้แจ้งเอาไว้ว่ามีอิมพิแดนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 18 โอห์ม ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 18-22,000Hz ระดับความดัง SPL อยู่ที่ 120dB (1kHz / 1Vrms) ความผิดเพี้ยนต่ำกว่า 0.5% (1kHz / 100dB)


ผมฟัง HD 4.30 กับอะไรบ้าง
เนื่องจากผมได้ตัวอย่างสำหรับการรีวิวมาทั้งรุ่น HD 4.30 I และ  HD 4.30 G จากทางร้าน Jaben Thailand ตัวแทนจำหน่ายหูฟังของเซนไฮเซอร์ จึงมีโอกาสได้ลองใช้งานกับสมาร์ทโฟนทั้งที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android 

สำหรับอุปกรณ์ iOS ผมได้ลองฟังกับ iPhone SE โดยใช้แอพฯ ต่างๆ เช่น YouTube, Apple Music และ iAudioGate สำหรับอุปกรณ์ Android ผมใช้ Huawei Mate 9 โดยฟังกับแอพฯ YouTube, Apple Music และ USB Audio Player Pro แม้ว่ายี่ห้อ Huawei จะไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่ทางเซนไฮเซอร์ได้ลองทดสอบแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับการใช้งานชุดไมโครโฟนและปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ติดมากับตัวสายหูฟังของ HD 4.30 G แต่อย่างใด


สายหูฟังมาตรฐานแบบถอดเก็บได้มาพร้อมกับไมโครโฟนและปุ่มควบคุม

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว บางช่วงเวลาผมยังได้ลองใช้งานหูฟังรุ่นนี้กับเครื่องเล่นพกพาอีก 2 รุ่นได้แก่ Sony NW-A35 และ Questyle QP1R เพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงในเรื่องของคุณภาพเสียงเทียบกับเสียงที่ได้จากสมาร์ทโฟนโดยตรง

สายหูฟังของ HD 4.30 I/G มีความยาว 1.4 เมตร เป็นสายแบบ single-side ที่สามารถถอดออกจากตัวหูฟังได้ และยึดติดกับหูฟังด้วยกลไกสลักหมุนล็อคเข้าที่ตัวหูฟังด้านขวามือ ผมสังเกตว่าหัวแจ็ค 3.5mm ด้านที่เสียบกับอุปกรณ์เล่นเพลงของรุ่น I และ G จะแตกต่างกันเล็กน้อย แจ็คของรุ่น I ตัวหัวแจ็คจะเป็นแบบตรงๆ ส่วนรุ่น G จะเป็นแจ็คแบบหักงอ 90 องศาแต่การใช้งานไม่มีอะไรต่างกันนอกจากเรื่องของปุ่มรีโมตคอนโทรลที่ตัวสายหูฟัง


ความแตกต่างของหัวแจ็ค 3.5mm ในรุ่น I (ตรง) และ G (หักงอ 90 องศา)

เมื่อเทียบน้ำหนักโดยใช้เกณฑ์มาตรของหูฟังฟูลไซส์ส่วนใหญ่ถือว่า HD 4.30 I/G มีน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา ออกแบบให้สามารถพับเก็บได้ จะเก็บในกระเป๋าส่วนตัวหรือในถุงผ้าที่ให้มาด้วยกันก็ได้ตามสะดวก การสวมใส่ใช้งานมีความแน่นกระชับกำลังดี ไม่รู้สึกว่าบีบรัดมากจนเกินไป ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเอียร์แพดของหูฟังรุ่นนี้ค่อนข้างหนาและนุ่ม วัสดุที่ใช้ห่อหุ้มแลดูทนทานพอสมควรแม้ว่าจะไม่ได้ใช้หนังแท้เหมือนหูฟังตัวท้อปๆ ทั้งหลายก็ตาม

ติหน่อยเดียวเรื่องที่ว่างในเอียร์แพดสำหรับเป็นที่อยู่ของใบหูเรามีขนาดค่อนข้างเล็กไปหน่อยเมื่อเทียบกับหูฟังแบบโอเวอร์เอียร์รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะของเซนไฮเซอร์เอง โดยส่วนตัวผมไม่มีปัญหาครับทว่ากับบางท่านที่ได้ลองใช้งานพบว่าช่องเอียร์แพดมันเล็กไปหน่อย  ทำให้เวลาใส่ใช้งานเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดที่บริเวณใบหูส่วนที่ถูกกดทับได้

วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำหูฟังรุ่นนี้แม้จะเป็นพลาสติกแต่ก็ไม่ใช่พลาสติกเกรดกะโหลกกะลา แถบเฮดแบนด์ส่วนที่คาดไปบนศีรษะบุด้วยวัสดุประเภทยางสังเคราะห์ ระยะยาวไม่แน่ใจว่ามันจะทนทานแค่ไหน แต่ก็น่าจะใช้งานได้ทนทานกว่าการใช้หนังเทียมบางๆ อย่างในหูฟังบางรุ่นของเซนไฮเซอร์ซึ่งมันจะเปื่อยรุ่ยหลุดลอกออกก่อนเวลาอันควรไปสักหน่อย


ว่าด้วยเรื่องคุณภาพเสียง
แว้บแรกที่ฟัง HD 4.30 ผมรู้สึกว่าหูฟังรุ่นนี้ไม่มีทางขาดแคลนเสียงทุ้มแน่นอน เสียงทุ้มจากหูฟังรุ่นนี้เป็นอะไรที่สะดุดหูพอสมควรเพราะมันเด่นกว่าย่านเสียงอื่นๆ พูดให้ชัดๆ คือสมดุลเสียงของมันไม่เป็นกลาง ไม่ flat ไม่ neutral แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่านั่นเป็นการแสดงความเห็นในเชิงลบไปเสียทั้งหมดนะครับ

แม้ว่าเสียงทุ้มจะเป็นอะไรที่โดดเด่นออกมาเป็นพิเศษ แต่รายละเอียดในส่วนของเสียงกลางและเสียงแหลมของ HD 4.30 ก็ยังถือว่าได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาพอสมควร การตองสนองของเสียงในภาพรวมมีความรวดเร็ว ฉับไว ฟังสนุก ‘ไม่ใช่’ หูฟังที่ให้เสียงน่าเบื่อ เปิดฟังอะไรก็มีแต่เสียงทุ้มตะพึดตะพือ พิสูจน์ทราบได้จากงานเพลงหลายๆ อัลบั้มที่ฟังกันจนคุ้นเคยคุ้นหูกันดี 


ลองฟังกับมือถือแอนดรอยด์ Huawei Mate 9

อย่างเช่นเพลงในอัลบั้ม Come Away with Me ของ Norah Jones เวอร์ชั่นไฟล์รายละเอียดสูง 24bit/192kHz เสียงร้องและเปียโนของนอห์รา โจนส์ ยังคงรับรู้ได้ถึงความสดใส ความงดงามของเนื้อหาและท่วงทำนองในแต่ละตัวโน้ต เสียงร้องที่หวานสดใส ชัดถ้อยชัดคำ ยังคงสัมผัสรับรู้ได้ตลอดการฟัง 

ในเพลง ‘Come Away with Me’ แม้ว่าในภาพรวมของเสียงจะไม่ใช่เสียงที่ชำแหละรายละเอียดเสียงทั้งหมดออกมาอย่างชัดเจนแจกแจงได้อย่างหูฟัง Shure SRH940 หรือ Sennheiser HD 380 Pro แต่ก็แลกเปลี่ยนกับมาด้วยเสียงที่มีสมดุลอบอุ่นนุ่มนวล เนื้อเสียงที่เข้มข้น เสียงร้อง เสียงเปียโน หรือเสียงกีตาร์ยังฟังดูมีรายละเอียดดี รายละเอียดของเสียงกีตาร์โปร่งอาจจะไม่เด่นเท่ากีตาร์ไฟฟ้าแต่ก็ยังมีปรากฎอยู่ไม่ได้ตกหล่นไปไหน ส่วนที่ลดทอนประนีประนอมกันไป (บ้าง) ได้แก่รายละเอียดปลีกย่อยของเสียงจำพวก leading-edge หรือความเด็ดขาดคมชัดของหัวเสียงเสียมากกว่า แต่ที่ว่าลดทอนนี่ไม่ได้เยอะมากอะไรนะครับ ฟังเผินถ้าไม่ได้เทียบหูฟังอย่าง SRH940 คุณลักษณะตรงนี้มันยังเหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นด้วยซ้ำไป (นั่นคือที่มา ที่ผมไม่เรียกมันว่าข้อด้อย)

เน้นย้ำอีกครั้งว่าอย่าเพิ่งเข้าผิดว่านี่คือข้อตำหนิ ถ้าได้ฟังมันจริงจัง พิจารณาอย่างถ้วนถี่ จะพบว่ามันเป็นเพียงแค่บุคลิกของหูฟังรุ่นนี้เท่านั้น แม้แต่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างอัลบั้ม Random Access Memories ของ Daft Punk (ไฟล์ดิจิตอล 24bit/88.2kHz) ที่มีเสียงทุ้มเยอะๆ หนักๆ เสียงทุ้มจากหูฟังรุ่นนี้ก็มิได้ไปกลบรายละเอียดของเสียงในส่วนอื่นๆ เลย


ลองฟังกับ iPhone SE

ภายใต้บุคลิกดังกล่าวเสียงที่ผมได้ยินจาก HD 4.30 I/G ยังให้อรรถรสของดนตรีได้อย่างมิอาจปฏิเสธได้แม้จะเป็นเพียงแค่การเสียบกับ iPhone SE (แอพฯ iAudioGate) แบบง่ายๆ ก็ตาม อัลบั้ม Tear of Missing ของถงลี่ ที่ผมเปิดฟังจากไฟล์ที่ริบมาจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่น 1:1 สามารถยืนยันการพิสูจน์ความจริงดังกล่าวได้อย่างหนักแน่น

รายละเอียดของเสียงส่วนที่พูดได้ว่าน่าทึ่งพอสมควรสำหรับหูฟังราคาย่อมเยาอย่างนี้ได้แก่เรื่องของมิติ-เวทีเสียง ในเพลงที่มีรายละเอียดเหล่านี้อยู่เสียงที่ออกมาจาก HD 4.30 I/G ได้สร้างมิติของเสียงห่อหุ้มอยู่รอบๆ โสตประสาท ไม่ใช่เสียงที่ได้แต่ยิงตรงไปเข้ารูหูโดยไม่ต้องสนใจเรื่องของการจัดลำดับตื้น-ลึก หนัก-เบาของเสียง มองเห็นว่าเป็นหูฟังระบบปิดหลังอย่างนี้อย่าได้กังวลว่าสุ้มเสียงที่ได้จะอุดอู้อยู่แต่ในหูฟังหรือเสียงจมทึบอยู่ในศีรษะนะครับ ที่น่าสนใจกว่านั้นลำพังแค่สมาร์ทโฟนผมก็สามารถได้ยินรายละเอียดเหล่านั้นแล้ว มันธรรมดาซะที่ไหน

นอกจากสมาร์ทโฟน หูฟัง HD 4.30 I/G ยังสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาสมัยใหม่จำพวก DAP ได้อย่างลงตัวด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง Sony NW-A35 ซึ่งค่าตัวจัดอยู่ในกลุ่มซื้อง่ายขายคล่องเช่นเดียวกันกับ HD 4.30 I/G เมื่อนำมาจับคู่ใช้งานร่วมกันผมว่าเสียงออกมาดีเลย บุคลิกเฉพาะตัวของทั้งคู่ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ดีทั้งในด้านของคุณภาพเสียงและเรี่ยวแรงกำลังขับ เป็นอีกหนึ่งคู่แมตช์ในราคาเบาๆ ที่เลือกเล่นได้เลยไม่ต้องไปเฟ้นหาให้เสียเวลา


การจับคู่กับเครื่องเล่น DAP อย่าง Sony NW-A35 ถือว่าเป็นโบนัสสำหรับหูฟังรุ่นนี้

แนวเพลงที่ไปได้ดีเป็นพิเศษกับหูฟังรุ่นนี้ได้แก่ Pop, Pop/Rock, Pop/Jazz, EDM, R&B ตลอดจนดนตรีทั่วไปตามสมัยนิยม บุคลิกเสียงที่ให้เสียงกลางทุ้มและเสียงทุ้มที่ค่อนข้างมีเนื้อมีหนัง (แต่ไม่ถึงกับล้นหรือเยอะมากมาย) ทำให้เวลาฟังเพลงที่สตรีมจาก Apple Music ซึ่งเป็นไฟล์เสียงที่ผ่านการบีบอัดข้อมูลมามีเนื้อเสียงน่าฟังมากขึ้น เนื้อเสียงไม่บางเบาหรือกลวงโบ๋จนเกินงาม เหมาะแล้วที่จูนเสียงมาให้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนซึ่งพฤติกรรมการใช้งานโดยส่วนใหญ่มักจะถูกนำไปใช้ฟังเพลงในรูปแบบของ streaming music มากกว่าแหล่งสัญญาณอื่นๆ 


สมดุลระหว่างคุณภาพ ความคุ้มค่า และมาตรฐานที่ไว้ใจได้
ด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างเป็นกลางในภาพรวมและขับง่ายอย่างนี้ของหูฟัง Sennheiser HD 4.30 I/G ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยครับที่ทางเซนไฮเซอร์วางเป้าหมายของลูกค้าที่จะซื้อหูฟังรุ่นนี้เป็นกลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์พกพาสมัยใหม่ที่ต้องการอัพเกรดคุณภาพเสียงขึ้นมาจากหูฟังที่แถมมากับเครื่องโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินในกระเป๋ามากจนเกินไป ส่วนตัวผมชอบที่มันเป็นหูฟังแบบโอเวอร์เอียร์สวมใส่ได้กระชับ ใส่ฟังนานๆ แล้วไม่เจ็บหูด้วยครับ (อาจจะขึ้นอยู่กับสรีระเฉพาะบุคคลด้วย)

ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์กับหูฟังแบบปิดหลังที่ให้เสียงอุดอู้หรือทึบ HD 4.30 I/G จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้มุมมองของคุณที่มีต่อหูฟังประเภทนี้ต้องเปลี่ยนไป มันทำให้ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะนี่คือหูฟังอัพเกรดสำหรับอุปกรณ์ Android หรือ iOS ที่คุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์โดยแท้… แนะนำเป็นพิเศษครับ


สนับสนุนสินค้ารีวิวโดย
บริษัท จาเบ็น (ไทยแลนด์) จำกัด
โทร.  0-2639-3682
ราคา : 4,790 บาท (ราคาเท่ากันทั้งรุ่น HD 4.30 I และ HD 4.30 G)


MORE INFO BUY NOW